Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Let’s MaD!

เรื่องราวทั้งหมดมันเริ่มที่ความบ้า (MaD) …

หลังจากที่พี่นุ้ย (พรจรรย์ ไกรวัตนุสสรณ์ – Director of Youth Venture Thailand) เอ่ยปากอนุญาตให้ลูกลิงอย่างเราไปเปิดหูเปิดตาในงาน MaD (Make A Difference) Forum 2010 ที่จัดขึ้นที่ฮ่องกง ระหว่างวันที่ 21 -22 มกราคม 2553 ก็รู้สึกตื่นเต้นมาก ต้องเตรียมตัวเป็นการใหญ่ ทั้งการทำพาสปอร์ต (เพราะนี่ถือเป็นการโกอินเตอร์ครั้งแรกในชีวิต!) การเตรียมข้อมูลต่างๆและการจัดกระเป๋าที่จุของทั้งที่เป็นของตัวเองและเผื่อผู้ร่วมทริปคนอื่นๆ

21 มกราคม 2553 วันนี้ที่รอคอย

สมาชิกการเดินทางวันนี้มีแก๊ง Youth Venture (พี่นุ้ย พี่บอย และเมธ์) ตัวแทนทีม Down-to-earth (พี่บี พี่ตาล) และตัวแทนทีมจินตนากาล (พี่โน้ต) เราเช็คอินขึ้นเครื่องกันตอน 7 โมง ก่อนที่นกยนต์ตัวยักษ์จะพาเราเหินฟ้าสู่ฮ่องกง ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งอาหารของเอเชียและแหล่งช็อปปิ้งที่มีเสน่ห์เย้ายวนใจ ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (เอ่อ … ฟังดูไม่ค่อยเกี่ยวกับงาน แต่ถือเป็นแรงจูงใจที่ดี เพราะกองทัพเดินด้วยท้อง ^^)

เราเดินทางถึงฮ่องกงตอนเที่ยงกว่า และเข้าเช็คอินที่โรงแรม Mexan Harbor Hotel ก่อนจะเตรียมพร้อมตะลุยฮ่องกงไปพร้อมกับ Kai Lumไกด์กิตติมศักดิ์ ที่พาเราไปกินอาหารอร่อยๆ พาชมเมือง และแนะนำเรื่องการเดินทางด้วยระบบขนส่งต่างๆของฮ่องกง ทั้งมินิบัส รถเมล์2ชั้น รถไฟใต้ดิน และเรือ รู้สึกดีมากที่ได้คนในท้องถื่นมาเล่าเรื่องราววัฒนธรรมต่างๆของชาวฮ่องกงให้ฟัง ขอขอบคุณจากใจจริงพร้อมยกมือไหว้สวยๆตามแบบไทยอีกที อ้อ ทริปนี้เรายังมีตัวแทนทีม TIE-project (พี่ม้ง) ตามมาสมทบตอนกลางคืนด้วย

22 มกราคม 2553 วันนี้ที่เรา(ยัง)ว่าง

เราเริ่มโปรแกรมตะลอนฮ่องกงด้วยการกระโดดขึ้นรถเมล์ 2 ชั้น มุ่งหน้าขึ้นเขาไป Stanley Market ตลาดพื้นเมืองใกล้หาด Repulse Bay ฝากท้องมื้อเที่ยงกันอิ่มแปล้ก็ไปต่อกันที่วัดนางชี สวนสาธารณะ Nan Lian Garden และไหว้พระขอพรที่ Wong Tai Sin ก่อนจะกลับไปร่วมงานพิธีเปิด MaD Forum 2010 ที่ Kwai Tsing Theatre

MaD Forum มีโปรแกรมที่น่าสนใจเยอะพอสมควรทั้งในส่วน Workshop และ Talk แต่เพราะพวกเราจิตใจตรงกันเลยได้เข้าไปฟังบรรยายหัวข้อ Entrepreneurship ที่พูดถึงการเป็นผู้ประกอบการตั้งแต่วัยรุ่นได้ข้อคิดดีๆคือ ขอให้เราเชื่อมั่นในไอเดียเจ๋งๆของตัวเองแล้วกล้าที่จะทำมันให้สำเร็จ การเริ่มทำธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อยอาจมีความเสี่ยง แต่ปัญหาที่เจอก็จะเป็นตัวผลักดันให้เราได้พัฒนาศักยภาพให้มากขึ้น บริเวณหน้างานมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานของวัยรุ่นฮ่องกงด้วย พี่นุ้ยแนะนำให้เรารู้จัก Staff และพลลิงของฮ่องกง ก่อนจะเดินนำพวกเราเข้าฮอลล์ ผู้เข้าร่วมงานส่วนมากเป็นวัยรุ่นฮ่องกง และเพราะเป็นเมืองแฟชั่น บวกกับสภาพอากาศที่เย็นกำลังดี เราจึงได้ดูการแต่งกายเก๋ๆกันอย่างเพลินตา พิธีเปิดงานออกแนวเท่แบบคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่การใช้ตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งเป็นแลนด์มาร์ค ไปจนถึงการแนะนำ Speaker ทั้ง Prof Kevin FU ที่มาในมาดพ่อครัวนักวิทยาศาสตร์ Signmark แรพเตอร์หูหนวกที่มาพร้อมบทเพลงสุดฮิพ และการแสดงปิดท้ายรายการของ Noridan ที่ใช้เครื่องดนตรีที่ทำจากจักรยานรีไซเคิล

23 มกราคม 2553 วันนี้มี Workshop

จากนั้นเราก็ไปเข้า Workshop “Dialogue in the dark” ที่เรียกเสียงฮือฮาของผู้เข้าร่วมได้มากโข เพราะพวกเราจะถูกพาเข้าไปในห้องมืด (มืดแบบจริงจังมาก แอบได้ข่าวว่าผู้จัดทุ่มงบสร้างห้องนี้กว่า 5 ล้านบาท!) แล้วจับกลุ่มช่วยกันเรียงตัวต่อเป็นรุ้งให้สวยที่สุดและขึงเชือกให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ซึ่งแต่ละทีมจะมีพี่เลี้ยงคอยให้ความช่วยเหลือ ตั้งแต่พาไปนั่งที่โต๊ะกระทั่งพามาส่งที่ประตูทางออก มารู้เอาทีหลังนี่เองว่าคนที่คอยช่วยเหลือและดูแลเราตลอดการทำกิจกรรมคือคนตาบอด! ถือเป็นแมสเสสที่ส่งมากระทบพวกเราอย่างจัง ว่าคนพิการไม่ใช่กลุ่มคนที่ต้องเป็นฝ่ายรอรับความช่วยเหลือเสมอไป หากแต่พวกเขาก็มีศักยภาพในการให้ความช่วยเหลือ “คนธรรมดา” อย่างเราด้วยเหมือนกัน

ช่วงบ่ายเราไปร่วมป่วนใน Workshop “Dream it, Do it” ของพี่นุ้ย

มีคนเข้าร่วมเยอะทีเดียว พี่นุ้ยเริ่มกิจกรรมด้วยการแนะนำตัวและยิงมุกทักทายอย่างเป็นกันเอง ผลัดไมค์ให้แก๊งลิงฮ่องกงออกมาเล่าโปรเจคที่ไปทำกันมา ก่อนจะให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแบ่งกลุ่มย่อย แล้วแนะนำตัวให้คนในกลุ่มรู้จัก จากนั้นพี่นุ้ยก็เปิดสไลด์เล่าเรื่องคนธรรมดาที่มีความคิดเจ๋งๆและทำเรื่องสุดคูลให้ฟัง ไม่ว่าจะเป็น Hero Rats ที่ใช้หนูค้นหาระเบิด, Ashok ที่ใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือให้เด็กอินเดียกลับไปเรียน, Talia เด็กหญิงชาวอเมริกันหาเงินไปช่วยผู้ประสบภัยเฮอริเคนแคทเทอรีน่า (ได้เป็นล้านๆเหรียญ!) ในวันฮาโลวีน ฯลฯ ทำเอาวัยรุ่นฮ่องกงฮือฮาทีเดียว

พี่นุ้ยชวนให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมหาคำตอบเพื่อขีดเส้นทางชีวิตให้ตัวเองโดยการเขียน Life Map จากนั้นเราก็แจกกระดาษเพิ่มให้แต่ละกลุ่มเขียนลิสความสนใจของตัวเองกับปัญหารอบตัวที่อยากแก้ไข เพื่อช่วยกันคิดและทำโปรเจคแบบวันเดียว เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว คนไหนที่บอกว่าสนใจ Beat Box พี่นุ้ยก็ให้ลุกขึ้นมาโชว์พิสูจน์ คนไหนบอกว่าชอบร้องเพลง เราก็ได้ฟังเพลงเพราะๆกันสบายอารมณ์ แม้วันนี้จะยังไม่มีกลุ่มไหนคิดตัวโปรเจคออก แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี ที่สะกิดให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ของฮ่องกงกล้าฝัน กล้าคิด และกล้าลงมือทำสิ่งดีๆเพื่อตัวเองและสังคม

ช่วงเย็นวันนี้เราส่งพี่ม้งไปร่วมกิจกรรม Night City Challenge โดยจะแบ่งกลุ่มกันทีมละ 5 – 6 คน ออกตะลอนและตะลุยตามล่าหา Check Point ในย่านต่างๆของฮ่องกงกว่า 30 จุด เรียกว่าต้องวิ่งกันทั้งคืน งานนี้พี่ม้งถึงกับออกปากว่าทุ่มสุดตัวแบบคุ้มอย่างแรง

24 มกราคม 2553 วันนี้วันสุดท้าย

เราเก็บข้าวของและเช็คเอาท์กันช่วงสายๆ และมุ่งหน้าไปที่จัดงาน ทันได้ฟัง Dr Andreas HEINECKE บรรยายเกี่ยวกับโปรเจค Dialogue in the dark ช่วงท้ายพอดี จากนั้นไม่นานก็เป็นคิวของพี่นุ้ย (เย้เยๆ มีคนปรบมือกันใหญ่เลย ^^) ขึ้นไปเล่าที่มาและงานของ Youth Venture Thailand งานนี้มีพี่ตาลกับพี่โน้ตขึ้นไปแจมโดยการเล่าโปรเจคของตัวเองด้วย

การเข้าร่วม MaD Forum นี้นอกจากจะได้เปิดหูเปิดตาทำความรู้จักกับฮ่องกงแล้ว ยังมีแมสเสสที่เราได้รับ คือ หากเราจะคิดต่างหรือมีไอเดียใหม่ๆที่มีแต่คนเห็นว่าเป็นเรื่องประหลาด น่าหัวเราะเยาะ กระทั่งอาจถูกมองว่าบ้า ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย ถ้านั่นเป็นความเชื่อของเรา เป็นความฝันของเรา เป็นจุดหมายที่เราต้องการพิสูจน์และทำมันให้สำเร็จล่ะก็ ทุ่มเททำมันไปเถอะ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง เพราะอย่างน้อยที่สุด เราก็ได้เรียนรู้ที่จะกล้าคิดและทำ

Let’s MaD, people!

ถ้าคุณมีความเชื่อที่จะทำสิ่งดี ๆ ให้สังคม

ส่งโครงการของคุณเข้ามา เพื่อพัฒนาสังคมกับเรา

ตลาดประกอบฝัน 5

โครงการตลาดประกอบฝัน 5 (Youth Innovation Marketplace: YIM5)

เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ทั่วประเทศที่มีความเชื่อที่จะทำสิ่งดีๆให้กับสังคม

ส่งโครงการตามความเชื่อของคุณเพื่อรับทุนสนับสนุนในการดำเนินโครงการ

ของตนเองให้เป็นจริงได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 10 มีนาคม ศกนี้

เงื่อนไขการสมัคร

  • ผู้รับผิดชอบมีอายุ 18 – 30 ปี และเคยรับผิดชอบโครงการเพื่อสังคม
  • รวมกลุ่ม 3 คน
  • ส่งโครงการตามความเชื่อของคุณ โดยโครงการจะต้อง
  • ดำเนินงานระหว่าง 1 พฤษภาคม – 31 ตุลาคม 2553
  • ทำกิจกรรมต่อเนื่องอย่างน้อย 4 เดือน
  • ระบุที่ปรึกษา 1 คน
  • มีการทำงานร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่น
  • งบประมาณไม่เกิน 130,000 บาท

ช่วงการรับสมัคร วันนี้ – 10 มีนาคม 2553

สอบถามรายละเอียดและสมัครที่

ดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ www.yimproject.org

สอบถามรายละเอียดและสมัคร

โทรศัพท์/โทรสาร: 0-2513-5501

อีเมลล์: believe@yimproject.org

เว็บไซต์: www.yimproject.org

School of Changemakers คลาสแรกของปี หนาวก็ไม่หนาว…ฝนดันมาตกเสียอีก ทำเอารถติดกันเป็นบ้าเป็นหลัง สมาชิกเลยมากันบางตาในช่วงแรก แต่ฝนก็ไม่อาจบดบังสปิริตของนักเปลี่ยนแปลงอย่างเราๆ ไปได้ ต้องขอชื่นชนกับทีม Cool Bus Cool Smile และ Greeno-TIC ที่มากันตรงเวลา และขอขอบคุณทีมที่เหลือที่ทะยอยกันมาด้วยนะจ๊ะ ถึงแม้ว่าวันนี้จะไม่มีวิทยากรมาพูดก็ตาม

ระหว่างรอเพื่อน ทีม Cool Bus Cool Smile นำโดย เอิร์ธ และ วิน วันนี้นำโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์โครงการประกวดออกแบบลายรถเมย์ มาโชว์และรับคำแนะนำเพิ่มเติมจาก พี่นุ้ย (พรจรรย์ ไกรวัตนุสสรณ์ – Director of Youth Venture Thailand) และพี่ดาว (เพ็ญรพี รามอินดรา – Programme Manager of Climate Cool Thailand) พี่ๆ เลยถือโอกาสนี้ชวนน้องมาเรียนรู้การคิดและการวางแผนประชาสัมพันธ์ ทางทีม Greeno-TIC ก็เห็นดีเห็นงามด้วย งั้นเราไปดูกันเลย

การวางแผนประชาสัมพันธ์มีวิธีคิดหลากหลายวิธี แต่จะมีหลักในการคิดอยู่ 5 ตัวหลักๆ ดังนี้

1. Sender – ผู้ส่งสาร

คำถามง่ายๆ เลยคือ เราเป็นใคร? – คิดได้ลองเขียนภายในสองบรรทัดให้เข้าใจ เช่น Cool Bus Cool Smile คือ กลุ่มนักศึกษา (ชื่อมหาวิทยาลัย- จะบอกไม่บอกขึ้นอยู่จุดประสงค์และประโยชน์ที่จะได้รับในการทำประชาสัมพันธ์) ที่มีใจรักษ์โลก อยากทำกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

Character ของเราเป็นอย่างไร? – ทีม Cool Bus Cool Smile เท่ จ๊าบ เป็นต้น เพื่อช่วยกำหนดรูปแบบ ลักษณะ ตัวตนของโครงการในการสื่อสารไปยังผู้รับ ก่อให้เกิดการจดจำ ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้มากขึ้น เวลาคิดและวางแผนจะไม่หลุดว่าเราเป็นอย่างไรเช่นเดียวกับเราคือใคร

2. Receiver – ผู้รับสาร

กลุ่มเป้าหมายของเราคือใคร ช่วงอายุเท่าไร พวกเขาอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไรอยู่ มีลักษณะอย่างไร? – เช่น Cool Bus Cool Smile มีกลุ่มเป้าหมายเป็น คนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 15-25 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย นิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย และคนที่พึ่งจบมหาวิทยาลัยออกไปทำงานได้ 1-2 ปี อาศัยในอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นคนแนวๆ อาร์ทๆ เป็นตัวของตัวเอง เป็นต้น

เห็นกลุ่มเป้าหมายแล้ว ต้องรู้ปริมาณด้วยว่ามีจำนวนเท่าไร เพื่อช่วยในการกำหนดเป้าหมายที่ต้องการ – เช่น วัยรุ่นในกรุงเทพฯ ที่กำลังเรียนม.ปลาย มหาวิทยาลัย พึ่งทำงาน และแนวด้วยมีจำนวนเท่าไร? เราต้องการให้พวกเขาทราบข่าวจำนวนเท่าไร เข้าร่วมเท่าไร และจะคัดเลือกเหลือแล้วเท่าไร? หากไม่ทราบเราจะตั้งเป้าหมายจากอะไร จะคิดวิธีการประชาสัมพันธ์ได้อย่างไร?

ทั้งนี้การรู้จักและวางเป้าหมายช่วยให้ เราบริหารทรัพยากรในการทำประชาสัมพันธ์ที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้ โดยยึดเป้าหมายเป็นที่ตั้ง ปรับเปลี่ยนทรัพยากรและวิธีการได้ แต่ไม่เปลี่ยนเป้าหมาย

3. Message – ข้อความที่ส่งออกไปยังผู้รับสาร

เราจะพูด จะบอก จะสื่อสารอะไรออกไปยังผู้รับสาร? เช่น ทีม Cool Bus Cool Smile มี Message ว่า “ช่วยโลกด้วยการขึ้นรถเมย์” เป็นต้น โดยมีฐานในการคิดจาก Sender และ Receiver ว่าตรงกับความเป็นเราไหม ใช่ Cool Bus Cool Smile หรือเปล่า กลุ่มเป้าหมายอ่านแล้วจะโดนไหม จะสมัครเข้าร่วมหรือเปล่า หากเราอ่านแล้วยัง “ไม่” คงจะต้องรวมหัวกับเพื่อนคิดกันใหม่

4. Channel – ช่องทางในการส่งสาร

การคิดช่องทางในการส่งสารนั้นจะขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้ ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน ชอบรับสื่ออะไร เช่น หากกลุ่มเป้าหมายของ Cool Bus Cool Smile คือกลุ่มคนอ่านนิตยสารอะเดย์ ช่องทางที่ต้องสื่อสารคงหนีไม่พ้น การลงประชาสัมพันธ์ในนิตยสาร เว็บไซด์ หรืออีเว้นท์ กับอะเดย์ เป็นต้น

นอกจากนี้วิธีการสื่อสารที่ดีที่สุดคือ การสื่อสารแบบ 2 way communications คือ การติดต่อสื่อสารที่สามารถโต้ตอบกันได้ เช่น วิธีการบอกแบบปากต่อปาก เป็นต้น ทั้งนี้การคิดช่องทางในการสื่อสาร อย่ายึดติดอยู่กับรูปแบบเดิมๆ การคิดให้หลากหลายมากขึ้นนั้น เริ่มคิดจากตัวกลุ่มเป้าหมาย อาจช่วยให้มีความคิดใหม่ๆ สร้างสรรค์ออกมามากขึ้น

5. Feedback – การตอบรับ

เราจะมีวิธีการวัดผลจากอะไร และอย่างไร แน่นอนว่าจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ และอาจจเชคจำนวนใบที่ส่งเข้ามาทางอีเมล์หรือไปรษณีย์ การติดต่อสอบถามทางโทรศัพท์หรืออีเมล์ การ comment ในเว็บไซด์ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเราวางแผนในการทำประชาสัมพันธ์ให้ผู้รับสาร Feedback กลับมาอย่างไร

เมื่อคิดแผนประชาสัมพันธ์เสร็จแล้ว 5 ตัวหลักนี้จะเป็นช่วยในการตรวจสอบแผนและสื่อประชาสัมพันธ์อีกครั้ง ก่อนจะผลิตสื่อและส่งออกไปยังผู้รับในช่องทางต่างๆ ที่กำหนดไว้ ว่าตรงไปตามหลักในการคิดเริ่มแรกหรือไม่

หลังจากเรียนรู้การคิดและวางแผนประชาสัมพันธ์เสร็จแล้ว น้องๆ ก็ต้องแปลกใจ เพราะมีเพื่อนพี่นุ้ย ชื่อ Sarah จาก New York ที่สนใจเรื่องการสร้างความเปลี่ยนแปลง มานั่งสังเกตุการณ์และชวนให้น้องๆ แนะนำตัวและอธิบายถึงโปรเจคสั้นๆ เป็นภาษาอังกฤษ ทำเอาน้องๆ ตื่นเต้นและใช้ความสามารถทางภาษาอย่างเต็มที่^^’ และต่อด้วยการอัพเดทโปรเจคที่ทำกันมาแต่เป็นภาษาไทยนะจ๊ะ เริ่มจากทีม

Little Ant

เริ่มติดต่อเข้าไปคุยกับ Top Supermarket แล้วที่สาขาพระโขนง ซึ่งเปลี่ยนจาก Central World ที่คิดไว้ตอนแรกเนื่องจากเข้าไปติดต่อทำกิจกรรมง่ายกว่า เพราะประเมินจากมูลค่าของสถานที่ หากไม่เวิร์ค มีแผนสำรองจะไปทำกับ 7-Eleven แถวบ้านแทน

กิจกรรมที่จะเข้าไปทำคือ การขอพื้นที่ 3×3 ตารางเมตรในการออกบูธประชาสัมพันธ์ชวนคนที่เข้ามาเดินและซื้อสินค้าใน Top Supermarket ให้นำถุงที่ใช้แล้วมาบริจาค โดยจะประดิษฐ์ต้นไม้ให้ข้อมูลบวกกับหาคนมาเชิญชวน พร้อมทั้งเก็บข้อมูลไปในตัว เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์

โดยอาจจะทำต้นไม้ที่ให้ข้อมูลและประชาสัมพันธ์ตั้งทิ้งไว้ได้ตลอด และฝากพี่ยามแถวนั้นให้ข้อมูลแก่คนที่สนใจเพิ่มเติมแทนการจ้าง ส่วนเสาร์และอาทิตย์อาจจะหาอาสาสมัครมาเสริมเพื่อชวนเชิญให้คนเข้าร่วมและเก็บข้อมูล ทั้งนี้ควรหาคนที่มีใจมาอาสาเพราะเมื่อเขาทำกิจกรรมก็จะเต็มที่ ตั้งใจ คนเข้าร่วมรู้สึกได้ และได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง หรือมาทำเองเพราะตรงกับวันว่าง

Gen-Y

ลด cost ต่างๆ ลงแล้ว โดยเฉพาะเรื่องทำประชาสัมพันธ์ ไม่ทำไวนิวและโปรเตอร์แล้ว เน้นการทำถุงกระดาษแจกฟรีที่มีข้อความประชาสัมพันธ์โครงการไปในตัว รวมถึงสมุดโน๊ตแสนน่ารัก ที่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยเห็นแล้วอยากได้เอาไปสะสมแต้ม โดยนำสติ๊กเกอร์ที่ได้จากการนำขยะมาแลก สะสมครบแล้วนำมาหย่อนลงในกล่องเพื่อลุ้นรับของรางวัลในวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งของรางวัลได้แก่ External Harddrive, Thumb Drive และคอร์สเรียนภาษาที่ British Council

คำแนะนำเพิ่มเติมจากพี่ๆ คือ หากกิจกรรมไหนไม่หนุก เจ้าของโปรเจคยังไม่อินตาม ให้ตัดออกไปก่อนเลยจ้า

TIE-Project

ด้านนี้ทำตัวโปรเจคหลักๆ เสร็จแล้ว คือ การทำกระบวนการละครสอนน้องนักเรียนให้รักษ์สิ่งแวดล้อม เหลือเพียงทำรายงานโครงการและรายงานการเงินส่งทาง Climate Cool ทั้งนี้ ม้งรับรับหน้าที่อัพเดทโปรเจค ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ Pre-Production, On-Production และ Post Production ดังนี้

Pre-Production ได้แก่การ นำเสนอโปรเจค ติดต่อขอเข้าไปทำกิจกรรมในโรงเรียนต่างๆ ทำสำรวจกลุ่มเป้าหมาย และปรับตัวโครงการให้เหมาะสมจากข้อมูลที่ได้รับก่อนเข้าไปทำกิจกรรมจริง

On-Production ได้แก่ การเข้าไปทำกิจกรรมกับน้องๆ นักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 2 โรงเรียนคือ โรงเรียนตรีทศเทพ และ โรงเรียนวัดมหาธาตุ ที่เลือกระดับ ป.4 เพราะเป็นวัยที่เริ่มรับรู้และคิดถึงนามธรรม ซึ่งกิจกรรมที่เข้าไปทำนั้นเป็นการส่งเสริมเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านกระบวนการละคร ไม่ว่าเป็น เกมไม้กายสิทธิ์ ที่ให้น้องจินตนาการและแสดงออกเป็นสิ่งต่างๆ การฟังกลอนเพื่อจับประโยชน์ที่ต้นไม้สร้างขึ้น ฟังนิทานต้นโอ๊กยักษ์ไม่อยากเป็นกระดาษ แสดงละครหนึ่งฉากจากนิทานที่ฟัง ประดิษฐ์หุ่นให้เป็นตัวละครในนิทานจากกระดาษเหลือใช้ รวมถึงสรุปและประเมิลผล

Post-Production ได้แก่ การทำหนังสือถอดบทเรียนและผลิตจำนวน 500 เล่ม เพื่อเผยแพร่ไปยังที่ต่างๆ สำหรับผู้ที่ต้องการจะค้นหาข้อมูลและนำไปใช้ต่อ โดยแจกจ่ายไปยังหอสมุดของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะการละครของมหาวิทยาลัยเอง โรงเรียนที่เข้าไปทำกิจกรรม และ กลุ่ม Smile Group เล่นละคร และทำกิจกรรมละครกับเด็ก(ประถมศึกษา)เพื่อแจกจ่ายต่อไป

ความยั่งยืน TIE Project เตรียมการพัฒนาโครงการในลักษณะของการผลิตเป็นละคร เพื่อเปรียบเทียบกับ การทำกระบวนการละครว่ามีผลแตกต่างกันอย่างไร รวมถึงการจัดการเรื่องการของบประมาณโครงการ โดยคิดว่าจะเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นโรงเรียนเอกชนบ้าง

การบริหารโครงการ มีการวางแผนและแบ่งงานกัน ได้แก่

  • ม้ง - วางแผน คอยตรวจสอบข้อมูล และเทรนให้กับน้องๆ ในทีม
  • แต๊ก - ทำกระบวนการ
  • ออ - ฝ่ายศิลป์ อุปกรณ์ แต่งตัว
  • ดิพ - ฝ่ายการเงิน ประสานงาน
  • ดิว - เก็บรายละเอียดเพื่อนๆ ในทีมมาแก้ไขและปรับปรุง ถ่ายรูป

นอกจากนี้ระหว่างการวางแผนมีการ list ปัญหาที่จะเกิดขึ้น และเตรียมการรับมือ คือ ทำใจว่าจะต้องเกิดขึ้น และสนุกสนานไปกับการกิจกรรมเพื่อไม่ก่อให้เกิดความเครียด

Greeno-TIC (Change and Share)

ต้อนรับสมาชิกใหม่คือ ฟริ๊ง จากม.รังสิต ปี1 และ อู๋ ที่ไม่ได้เจอกันตั้งแต่ครั้ง workshop ที่มาเข้าร่วมคลาส School of Changemakers ในครั้งนี้

หลังจากผ่านไปแล้วกับการจัดอีเว้นท์ Change and Share ชวนเด็กม.เกษตรมาแลกหนังสือกัน ประสบความสำเร็จไปด้วยดี โดยมีคนเข้าร่วมจำนวน 20 คน ต่อจากนี้คือ จะวางแผนทำ website เพื่อแลกของกัน โดยมีเปิด webboard ให้ Post รูปและข้อความสำหรับของที่จะแลก ให้ comment เพื่อตอบโต้สื่อสารกัน หากตกลงกันได้ก็นัดสถานที่เพื่อแลกของกันเอง

ทั้งนี้พี่ๆ ได้ให้คำแนะนำว่าให้คิดถึงข้อดีและข้อเสียของการใช้เว็บเป็นสื่อในการแลกของ เพื่อที่จะหาวิธีการป้องกันตั้งแต่ต้น หากของเปิดให้คนเอามาแลกกันบนเว็บหลากหลาย เราจะมีวิธีการดูแลและควบคุมได้อย่างไร หรือจะเริ่มต้นให้แลกเพียงแต่หนังสือกันก่อน เพื่อลดความเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ของแท้ของปลอม มิจฉาชีพ อื่นๆ

กิจกรรมอันใกล้นี้ที่ Greeno-TIC ให้ความสนใจไปทำกิจกรรมต่อที่งาน เกษตรแฟร์ พี่ๆ แนะนำว่างานนี้เหมาะแก่การทำประชาสัมพันธ์มากกว่าการรับบริจาคของ เนื่องจากคนมาช็อปปิ้งกัน

Down-to-Earth

เริ่มเข้าไปติดต่อและแนะนำโครงการให้เป็นที่รู้จัก พร้อมทั้งชวนพ่อค้าแม่ค้าให้มีส่วนร่วมกับโครงการ โดยแยกขยะไว้ให้ทีม Down-to-Earth นำไปทำน้ำ EM เริ่มจากลงมือสู้ชีวิตนำขยะกลับมาบ้าน ทำความสะอาด สับขยะให้เป็นชิ้นเล็กๆ เตรียมอุปกรณ์และทำน้ำ EM ซึ่งเป็นงานหนักและกินแรงเอามากๆ ทางทีมจะมองหาคนในตลาดที่จะสนใจลดขั้นตอนในการผลิตนี้ แล้วพบลุงคนนึงที่สนใจจะทำเป็นอาชีพเสริม นอกจากนี้แล้วทางทีมได้รับคำแนะนำเพ่ิมว่า น่าจะลองคิดโจทย์ให้เหมาะกับตลาด คือ มีแรงจูงใจ ให้พ่อค้าแม่ค้าสนใจเข้าร่วมมากขึ้น เป็นไปได้ว่า พ่อค้าแม่ค้าได้รับประโยชน์จากน้ำ EM ที่ผลิตขึ้นจากขยะสดจากตลาดของพวกเขาเอง ทั้งในลักษณะของตัวเงิน หรือ การใช้น้ำ EM ทำความสะอาดตลาด และนำรายได้ส่วนหนึ่ง ไปใส่ระบบเพื่อให้ลุงที่สนใจทำเป็นอาชีพเสริมอยู่ได้

School of Changemakers ครั้งต่อไปห้ามพลาด

วันพุธที่ 20 มกราคม พบกับพี่ชวณัฎฐ์ สถาปนิกชุมชนที่ทำ สามชุกตลาด100ปี ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

Raise funds with BREAK-DANCING

ทีมคนรุ่นใหม่ของ youth venture เมืองนอก เค้ารวมกลุ่มกันเต้น break dance หาเงินช่วยเด็กที่ Uganda (อีกหนึ่งโปรเจคที่ได้รับการสนับสนุนโดย youth venture – Washington USA และ Starbucks) ไปดูกันเลย ^0^

Love Is All (รักคือคำตอบ) # 2

สถาบันขวัญแผ่นดิน เพื่อการเรียนรู้โลกด้วยใจ ชวนเข้าคอร์สน่ารักๆ ในบรรยากาศริมแม่น้ำนครนายก ท่ามกลางแมกไม้สดชื่น ช่วงสุดสัปดาห์ ที่จะมาร่วมกันค้นหาความหมาย และเรียนรู้ที่จะแบ่งปัน “รักแท้” ได้อย่างเข้าใจตนเอง…ใน

Love Is All (รักคือคำตอบ) # 2

ตอน “สูตรรักวาเลนไทน์”

วันศุกร์ 29 – วันอาทิตย์ 31 มกราคม 2552

ณ คุ้งน้ำรีสอร์ท จ.นครนายก

เพื่อมอบเป็นของขวัญสำหรับวันแห่งความรัก ที่ใกล้เข้ามาถึง ในปี 2010 นี้ ให้มีความหมายที่ลึกซึ้งและเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มสำหรับทุกคน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ดาวน์โหลดใบสมัคร

ดูบทความจาก Lov Is All #1 : รักคือคำตอบ ปาฏิหาริย์ที่พร้อมจะเกิด โดย นฤมล จันทรศรี

making books supporting dreams PARTY

คลิ๊กที่ภาพ แล้วขยาย ได้อ่านง่ายๆ ได้เลยจ้า

มาเริ่มต้นออกแบบ วิถีการบริโภค ที่เบียดเบียนตัวเราและโลกน้อยลง
วิถีการบริโภคที่ใส่ใจ เป็นธรรม และ แบ่งปัน

ด้วยการเข้าร่วมรณรงค์แนวทดลอง เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตช่วงสั้นๆ งดซื้อ 3 วัน (ไม่ซื้ออะไรเลย) 
เพื่อให้โอกาสตัวเองได้รู้ว่าที่ผ่านมาเราซื้อมากเกินไปแค่ไหน ให้โอกาสโลกที่จะได้พักผ่อนจากบรรดามลภาวะ
ที่เกิดจากกระบวนการผลิตและทำลายสินค้าจำนวนมหาศาลที่ถูกทิ้งอย่างรวดเร็วหลังจากมันถูกผลิต

และเพื่อจะได้พบว่า ถ้าไม่ซื้ออะไรเลยเรายังดำรงชีวิตอยู่ได้
แล้วหลังจาก 3 วัน ถ้าซื้อน้อยลงหรือเลือกซื้อสิ่งที่จำเป็นจริงๆล่ะ…ทำไมจะทำไม่ได้
มีคนลองทำมาแล้ว ไปดูตัวอย่างและข้อมูลเพิ่มเติมกันเลยจ้า

www.wechange555.com

Youth Venture และน้องๆที่ร่วมโครงการ Climate Cool ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเปิดตัวเทศกาลภาพยนตร์อังกฤษ ที่จัดขึ้นโดยบริติช เคานซิล สถานทูตอังกฤษ TK Park เอสเอฟเวิลด์ ซีเนม่า ยูไนเต็ด พิคเจอร์ และ ยูไนเต็ดแฟมิลี่ เอ็นเตอร์เทนเม็นต์ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา ณ โรงภาพยนตร์เอสเอฟเวิลด์ซีเนม่า เซ็นทรัลเวิลด์

งานนี้มีผู้เข้าร่วมทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ บริเวณหน้างานมีการออกบูธ Carbon Offset ที่มีพี่บอยกับพี่เมธ์ยืนเชิญชวนให้ร่วมกันลดปริมาณคาร์บอนโดยการปลูกต้นไม้ทดแทน กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ฟื้นฟูสภาพป่าพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ปิง” จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีพี่นิคม พุทธา ที่เราทำงานด้วยเป็นหัวเรือใหญ่ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการที่นำเสนอผลงานวิสัยทัศน์และแนวคิดจากน้องๆ Climate Cool

ปิดท้ายด้วยการเข้าชมภาพยนตร์กึ่งสารคดีกึ่งแอนนิเมชั่นเรื่อง The Age of Stupid ที่มาพร้อมกับคำถามสำคัญที่ว่า “เหตุใดเราจึงไม่ร่วมมือกันหยุดภาวะโลกร้อนในเมื่อเรายังมีโอกาส”

ถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้พบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้คนมากมาย รวมถึงการสร้าง Connection ที่จะเป็นประโยชน์สำหรับการทำโปรเจคในอนาคตของน้องๆอีกด้วย

บทที่ 2: คำถามชวนคิด

ตีลังกากลางอากาศกำหมัดแน่น 18 พ.ย. 52 เยส! วันนี้มีเรียน SOC!!!

วันนี้พวกเราเรียนรวมกับคลาส “วิชาอะไร” ของอ.ยงยุทธ จรรยารักษ์ มีคนมาเรียนเยอะมาก ที่นั่งไม่พอ จนฉันแอบเห็นพวกพี่เลี้ยง(พี่บอย พี่จูน พี่ทิพ พี่เมธ์ และพี่เป้ง)ต้องขยับไปนั่งกองกันที่มุมห้องด้านหลัง ยังไม่ทันได้สำรวจทั่วทั้งห้อง อ.ยงยุทธ คุณครูประจำวิชาก็กล่าวคำทักทายก่อนจะเริ่มสอน

…ผ่านไปเกือบชั่วโมงกว่า…

คนไทยมีนิสัยเป็นคนยังไง?
คนไทยมีนิสัยขี้เกียจ ดูได้จากการใช้ชีวิตในบ้าน เพราะแต่ละบ้านมีห้องและข้าวของเครื่องใช้มากมาย แต่เอาเข้าจริงเราใช้แค่ห้องรับแขกห้องเดียวเพื่อทำกิจกรรมต่างๆทั้งนั่งเล่น ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ นอน กระทั่งกินข้าวก็ยังกินกันในห้องรับแขกได้ ห้องที่เหลือก็ใช้งานได้ไม่มากเท่าที่ควร เหตุเพราะเราไม่ “ถาม” ก่อนว่าจะใช้บ้านไว้ทำอะไร อยากได้บ้านแบบไหน คนไทยลืมเรื่องการออกแบบบ้านที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของเรา เห็นว่าการออกแบบบ้านตามสไตล์ชาวตะวันตกนั้นเป็นสิ่งที่ดูดีและนำสมัย โดยลืมคิดไปว่าจะออกแบบบ้านอย่างไรให้สะดวกต่อการใช้งาน สบายเวลาอยู่อาศัยและง่ายต่อการทำความสะอาด

ฉันก้มลงมองสมุดจดคู่ใจ รู้สึกคิ้วเริ่มขมวดเข้าหากันทีละนิด ตกลงนี่เรามาทำอะไรกันแน่ นอกจากเรื่องที่คุยจะไม่เกี่ยวอะไรกับโปรเจคที่ฉันทำแล้ว ยังมีแต่คนโยนคำถามให้ต้องคิดต้องตอบกันแบบแทบไม่หยุดให้หายใจอีก คิดแล้วก็บังเกิดความเซ็ง รู้สึกเสียดายเวลาที่ถ่อมานั่งเรียน นั่งบ่นกับตัวเองอยู่พักใหญ่ จนครูเอ่ยปากถาม(อีกแล้ว)ว่า “คำถามคืออะไร?” และคุยกันจนได้คำตอบนั่นแหละ ฉันถึงหายข้องใจ

ครูบอกว่าทุกชีวิตจะมี 5 กระบวนการในการดำเนินชีวิต คือ กิน ขับถ่าย นอน สืบพันธุ์ (พระพุทธเจ้าสอนให้ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ใช่ “ละกาม” ถ้าสัตว์ทุกตัว พืชทุกชนิดละกาม ก็จะสูญพันธุ์ และเราจะไม่มีอะไรกิน!) และเรียนรู้ การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากการคิด หากคิดแล้วยังไม่เข้าใจก็ลองเดา ก่อนจะเริ่มตั้งคำถามและลองไปหาข้อมูลความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผลมารวมเข้าแล้วคิดๆๆๆอีก ถึงค่อยเชื่อ อธิบายอย่างนี้อาจจะยังไม่เห็นภาพ ครูเลยโยนคำถามมาให้อีกชุดใหญ่ ซึ่งฉันเห็นว่ามันน่าสนใจดี เลยอยากลองให้ทุกๆคนลองคิดและหาคำตอบดู ดูเฉลยได้ที่นี่นะ

  • ทำไมอุทัยธานีถึงเป็นถิ่นลี้ภัย?
  • เทพกับมารต่างกันตรงไหน?
  • การแต่งงานคืออะไร?
  • ความรักกับความใคร่ต่างกันยังไง?
  • นกกระจาบมีกี่รัง?
  • ทำไมเรายังแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้?
  • มรดกที่เราควรมอบให้เด็กคืออะไร?

แอบเสียดายนิดนึงที่เราไม่ได้ฟังกันจนจบ เพราะต้องย้ายกลับไปห้องเรียนเดิมเพื่อคุยอัพเดทเรื่องโปรเจคของแต่ละกลุ่ม อ้อ วันนี้พี่ดาวและพี่นุ้ยมีเรื่องมาแจ้ง เยอะทีเดียว เลยอยากบอกไว้เผื่อเพื่อนคนไหนจดไม่ทันและเผื่อให้คนที่ไม่ได้มาเข้าเรียนด้วย

1.วันที่ 3 ธ.ค. 52 วันดูหนัง Age of Stupid

  • อย่าลืมนำจดหมายเชิญเข้าร่วมไปแลกรับตั๋วที่หน้างานนะ
  • แต่งกายสุภาพ ใส่ชุดนักศึกษาเลยก็ดี

2.วันที่ 4 – 11 ธ.ค. 52 วันออกบูธ

  • ถ้ากลุ่มไหนสนใจอยากไปออกบูธในงานช่วงวันที่ 4 – 11 ธันวานี้ ให้ส่งรูปแบบกิจกรรมที่จะทำให้พี่ดาวภายในวันจันทร์ที่ 23 พ.ย. นี้นะ

3. อื่นๆเกี่ยวกับ Climate Cool

  • พวกเราโหวตกันว่าอยากทำเสื้อของ Climate Cool และอยากได้เสื้อสีดำ แนวเสื้ออยากให้เป็นแบบโปโล
  • พี่ดาวจะเป็นคนจัดการออกจดหมายรับรองการทำกิจกรรมให้ หากใครอยากได้จดหมายรับรองอื่นอีกให้สอบถามและแจ้งพี่ดาว
  • ให้ทุกกลุ่มส่งรายละเอียดการโอนเงินให้พี่ดาว โดยแต่ละทีมจะได้รับเงินครึ่งหนึ่งก่อน และส่วนที่เหลือจะได้รับประมาณปลายเดือนมกราคม
  • อย่าลืมเก็บใบเสร็จไปส่งพี่ดาวนะ! (หรือถ้าไม่มี ให้ใช้ใบแทนใบเสร็จที่พี่ดาวจะส่งให้)

4.ต้อนรับสมาชิกใหม่ คือ พี่โน้ต จากทีมจินตนา-กาล กับโปรเจคสร้างความตื่นตัวเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เขตกทม. 9 แห่ง นอกจากนี้จะเก็บข้อมูลและสถิติการใช้พลังงานและปัญหาสิ่งแวดล้อมมาแสดงให้เห็นภาพในปัจจุบัน พร้อมทั้งจะชักชวนให้ศิลปินออกแบบเสนอภาพอนาคตด้วย

หมดคาบเรียนวันนี้แบบอิ่มความคิดมาก ทั้งจากคลาสวิชาอะไรของอ.ยงยุทธและการคุยเรื่องโปรเจคกับพี่ๆ Youth Venture (รวมพี่ดาวจาก British Council ด้วย ^^) หวังว่าเพื่อนๆทุกคนก็คงได้รับความรู้ดีๆกลับไป “คิด” เหมือนกันนะ เจอกันใหม่คาบหน้า อย่าลืมพกสมุด/ปากกามาจดด้วย ตกหล่นความรู้ดีๆไปล่ะก็ เสียดายแย่!

It’s MAD!

YV ชวนน้องๆสมัครเข้าร่วม MaD Forum

MaD (Make a Difference) http://www.m-a-d.asia เป็นงานที่จัดขึ้นโดย Hong Kong Institute of Contemporary Culture (HKICC) ที่เชื่อในพลังคนรุ่นใหม่ และเชื่อว่ายังมีความคิดดีๆอีกมากที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ ตั้งขึ้นเพื่อหาคำตอบให้กับคำถามที่ว่า “เราสามารถทำสิ่งต่างๆให้ดีขึ้นได้ไหม?” นอกจากการมุ่งมั่นที่จะเป็นแหล่งรวมพลของนักเปลี่ยนแปลงแล้ว MaD ยังเป็นกิจกรรมที่จะทำให้คนในเครือข่ายสามารถแบ่งปันไอเดียและโปรเจคต่างๆได้อีกด้วย ซึ่งจะจัด MaD Forum สุดฮิพ ในวันที่ 22 – 24 มกราคม 2553 นี้ที่ฮ่องกง

สำหรับผู้เข้าร่วม จะได้เข้า Workshop เรียนรู้ และทำกิจกรรมมากมายกับเยาวชนไอเดียเจ๋งๆจากฮ่องกงและประเทศใกล้เคียงกว่า 800 คน รวมทั้งยังมีโอกาสพบปะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักเปลี่ยนแปลงชื่อดังจากหลายประเทศ เช่น Veronica Needa ผู้กำกับ True Heart Theatre (www.trueheart.org.uk) ละครเวทีแบบด้นสดจากอังกฤษ John Maeda ผู้อำนวยการ Rhode Island School of Design (RISD) จากอเมริกา Tony Hsieh ประธานกรรมการบริหาร Zappos เว็บไซต์ขายรองเท้าและเสื้อผ้าชื่อดังจากอเมริกา Marko Signmark แรปเตอร์หูหนวกจากฟินแลนด์ ฯลฯ

งานนี้พิเศษตรงที่พี่นุ้ย (พรจรรย์ ไกรวัตนุสสรณ์ ผู้อำนวยการ Youth Venture Thailand) ของพวกเราก็ได้รับเชิญไปพูดด้วย เราจึงอยากชวนให้น้องๆไปร่วมงานที่ฮ่องกงด้วยกันแบบฟรีๆ โดยเราจะออกค่าเดินทางและค่าที่พักให้ (และถ้าทำตัวดี มีสิทธิได้ไปลั้นลาที่เสินเจิ้นต่อด้วยนะ) แต่จะพาไปกันหมดก็กระไรอยู่ เลยขอตั้งกติกาการสมัครเล็กๆน้อยๆไว้ ดังนี้

  1. สิทธิพิเศษนี้สำหรับน้องๆที่ทำโปรเจคกับ Youth Venture  (จำนวน 1-2 คน)
  2. มีพาสปอร์ต
  3. พร้อมแพ็กกระเป๋าไปร่วมกิจกรรมและถ่ายทอดโปรเจคที่ทำ
  4. แนะนำตัวเองสั้นๆพร้อมบอกเหตุผลที่อยากไปด้วยกัน ส่งมาที่ yvth@youthventure.org

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-712-8696

รีบส่งกันเข้ามาไวๆ มดเขต 15 ธันวาคม 2552 นี้จ้า!

Older Posts »