เรื่องราวทั้งหมดมันเริ่มที่ความบ้า (MaD) …
หลังจากที่พี่นุ้ย (พรจรรย์ ไกรวัตนุสสรณ์ – Director of Youth Venture Thailand) เอ่ยปากอนุญาตให้ลูกลิงอย่างเราไปเปิดหูเปิดตาในงาน MaD (Make A Difference) Forum 2010 ที่จัดขึ้นที่ฮ่องกง ระหว่างวันที่ 21 -22 มกราคม 2553 ก็รู้สึกตื่นเต้นมาก ต้องเตรียมตัวเป็นการใหญ่ ทั้งการทำพาสปอร์ต (เพราะนี่ถือเป็นการโกอินเตอร์ครั้งแรกในชีวิต!) การเตรียมข้อมูลต่างๆและการจัดกระเป๋าที่จุของทั้งที่เป็นของตัวเองและเผื่อผู้ร่วมทริปคนอื่นๆ
21 มกราคม 2553 วันนี้ที่รอคอย
สมาชิกการเดินทางวันนี้มีแก๊ง Youth Venture (พี่นุ้ย พี่บอย และเมธ์) ตัวแทนทีม Down-to-earth (พี่บี พี่ตาล) และตัวแทนทีมจินตนากาล (พี่โน้ต) เราเช็คอินขึ้นเครื่องกันตอน 7 โมง ก่อนที่นกยนต์ตัวยักษ์จะพาเราเหินฟ้าสู่ฮ่องกง ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งอาหารของเอเชียและแหล่งช็อปปิ้งที่มีเสน่ห์เย้ายวนใจ ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (เอ่อ … ฟังดูไม่ค่อยเกี่ยวกับงาน แต่ถือเป็นแรงจูงใจที่ดี เพราะกองทัพเดินด้วยท้อง ^^)
เราเดินทางถึงฮ่องกงตอนเที่ยงกว่า และเข้าเช็คอินที่โรงแรม Mexan Harbor Hotel ก่อนจะเตรียมพร้อมตะลุยฮ่องกงไปพร้อมกับ Kai Lumไกด์กิตติมศักดิ์ ที่พาเราไปกินอาหารอร่อยๆ พาชมเมือง และแนะนำเรื่องการเดินทางด้วยระบบขนส่งต่างๆของฮ่องกง ทั้งมินิบัส รถเมล์2ชั้น รถไฟใต้ดิน และเรือ รู้สึกดีมากที่ได้คนในท้องถื่นมาเล่าเรื่องราววัฒนธรรมต่างๆของชาวฮ่องกงให้ฟัง ขอขอบคุณจากใจจริงพร้อมยกมือไหว้สวยๆตามแบบไทยอีกที อ้อ ทริปนี้เรายังมีตัวแทนทีม TIE-project (พี่ม้ง) ตามมาสมทบตอนกลางคืนด้วย
22 มกราคม 2553 วันนี้ที่เรา(ยัง)ว่าง
เราเริ่มโปรแกรมตะลอนฮ่องกงด้วยการกระโดดขึ้นรถเมล์ 2 ชั้น มุ่งหน้าขึ้นเขาไป Stanley Market ตลาดพื้นเมืองใกล้หาด Repulse Bay ฝากท้องมื้อเที่ยงกันอิ่มแปล้ก็ไปต่อกันที่วัดนางชี สวนสาธารณะ Nan Lian Garden และไหว้พระขอพรที่ Wong Tai Sin ก่อนจะกลับไปร่วมงานพิธีเปิด MaD Forum 2010 ที่ Kwai Tsing Theatre

MaD Forum มีโปรแกรมที่น่าสนใจเยอะพอสมควรทั้งในส่วน Workshop และ Talk แต่เพราะพวกเราจิตใจตรงกันเลยได้เข้าไปฟังบรรยายหัวข้อ Entrepreneurship ที่พูดถึงการเป็นผู้ประกอบการตั้งแต่วัยรุ่นได้ข้อคิดดีๆคือ ขอให้เราเชื่อมั่นในไอเดียเจ๋งๆของตัวเองแล้วกล้าที่จะทำมันให้สำเร็จ การเริ่มทำธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อยอาจมีความเสี่ยง แต่ปัญหาที่เจอก็จะเป็นตัวผลักดันให้เราได้พัฒนาศักยภาพให้มากขึ้น บริเวณหน้างานมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานของวัยรุ่นฮ่องกงด้วย พี่นุ้ยแนะนำให้เรารู้จัก Staff และพลลิงของฮ่องกง ก่อนจะเดินนำพวกเราเข้าฮอลล์ ผู้เข้าร่วมงานส่วนมากเป็นวัยรุ่นฮ่องกง และเพราะเป็นเมืองแฟชั่น บวกกับสภาพอากาศที่เย็นกำลังดี เราจึงได้ดูการแต่งกายเก๋ๆกันอย่างเพลินตา พิธีเปิดงานออกแนวเท่แบบคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่การใช้ตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งเป็นแลนด์มาร์ค ไปจนถึงการแนะนำ Speaker ทั้ง Prof Kevin FU ที่มาในมาดพ่อครัวนักวิทยาศาสตร์ Signmark แรพเตอร์หูหนวกที่มาพร้อมบทเพลงสุดฮิพ และการแสดงปิดท้ายรายการของ Noridan ที่ใช้เครื่องดนตรีที่ทำจากจักรยานรีไซเคิล
23 มกราคม 2553 วันนี้มี Workshop
จากนั้นเราก็ไปเข้า Workshop “Dialogue in the dark” ที่เรียกเสียงฮือฮาของผู้เข้าร่วมได้มากโข เพราะพวกเราจะถูกพาเข้าไปในห้องมืด (มืดแบบจริงจังมาก แอบได้ข่าวว่าผู้จัดทุ่มงบสร้างห้องนี้กว่า 5 ล้านบาท!) แล้วจับกลุ่มช่วยกันเรียงตัวต่อเป็นรุ้งให้สวยที่สุดและขึงเชือกให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ซึ่งแต่ละทีมจะมีพี่เลี้ยงคอยให้ความช่วยเหลือ ตั้งแต่พาไปนั่งที่โต๊ะกระทั่งพามาส่งที่ประตูทางออก มารู้เอาทีหลังนี่เองว่าคนที่คอยช่วยเหลือและดูแลเราตลอดการทำกิจกรรมคือคนตาบอด! ถือเป็นแมสเสสที่ส่งมากระทบพวกเราอย่างจัง ว่าคนพิการไม่ใช่กลุ่มคนที่ต้องเป็นฝ่ายรอรับความช่วยเหลือเสมอไป หากแต่พวกเขาก็มีศักยภาพในการให้ความช่วยเหลือ “คนธรรมดา” อย่างเราด้วยเหมือนกัน
ช่วงบ่ายเราไปร่วมป่วนใน Workshop “Dream it, Do it” ของพี่นุ้ย
มีคนเข้าร่วมเยอะทีเดียว พี่นุ้ยเริ่มกิจกรรมด้วยการแนะนำตัวและยิงมุกทักทายอย่างเป็นกันเอง ผลัดไมค์ให้แก๊งลิงฮ่องกงออกมาเล่าโปรเจคที่ไปทำกันมา ก่อนจะให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแบ่งกลุ่มย่อย แล้วแนะนำตัวให้คนในกลุ่มรู้จัก จากนั้นพี่นุ้ยก็เปิดสไลด์เล่าเรื่องคนธรรมดาที่มีความคิดเจ๋งๆและทำเรื่องสุดคูลให้ฟัง ไม่ว่าจะเป็น Hero Rats ที่ใช้หนูค้นหาระเบิด, Ashok ที่ใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือให้เด็กอินเดียกลับไปเรียน, Talia เด็กหญิงชาวอเมริกันหาเงินไปช่วยผู้ประสบภัยเฮอริเคนแคทเทอรีน่า (ได้เป็นล้านๆเหรียญ!) ในวันฮาโลวีน ฯลฯ ทำเอาวัยรุ่นฮ่องกงฮือฮาทีเดียว
พี่นุ้ยชวนให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมหาคำตอบเพื่อขีดเส้นทางชีวิตให้ตัวเองโดยการเขียน Life Map จากนั้นเราก็แจกกระดาษเพิ่มให้แต่ละกลุ่มเขียนลิสความสนใจของตัวเองกับปัญหารอบตัวที่อยากแก้ไข เพื่อช่วยกันคิดและทำโปรเจคแบบวันเดียว เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว คนไหนที่บอกว่าสนใจ Beat Box พี่นุ้ยก็ให้ลุกขึ้นมาโชว์พิสูจน์ คนไหนบอกว่าชอบร้องเพลง เราก็ได้ฟังเพลงเพราะๆกันสบายอารมณ์ แม้วันนี้จะยังไม่มีกลุ่มไหนคิดตัวโปรเจคออก แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี ที่สะกิดให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ของฮ่องกงกล้าฝัน กล้าคิด และกล้าลงมือทำสิ่งดีๆเพื่อตัวเองและสังคม
ช่วงเย็นวันนี้เราส่งพี่ม้งไปร่วมกิจกรรม Night City Challenge โดยจะแบ่งกลุ่มกันทีมละ 5 – 6 คน ออกตะลอนและตะลุยตามล่าหา Check Point ในย่านต่างๆของฮ่องกงกว่า 30 จุด เรียกว่าต้องวิ่งกันทั้งคืน งานนี้พี่ม้งถึงกับออกปากว่าทุ่มสุดตัวแบบคุ้มอย่างแรง
24 มกราคม 2553 วันนี้วันสุดท้าย
เราเก็บข้าวของและเช็คเอาท์กันช่วงสายๆ และมุ่งหน้าไปที่จัดงาน ทันได้ฟัง Dr Andreas HEINECKE บรรยายเกี่ยวกับโปรเจค Dialogue in the dark ช่วงท้ายพอดี จากนั้นไม่นานก็เป็นคิวของพี่นุ้ย (เย้เยๆ มีคนปรบมือกันใหญ่เลย ^^) ขึ้นไปเล่าที่มาและงานของ Youth Venture Thailand งานนี้มีพี่ตาลกับพี่โน้ตขึ้นไปแจมโดยการเล่าโปรเจคของตัวเองด้วย
การเข้าร่วม MaD Forum นี้นอกจากจะได้เปิดหูเปิดตาทำความรู้จักกับฮ่องกงแล้ว ยังมีแมสเสสที่เราได้รับ คือ หากเราจะคิดต่างหรือมีไอเดียใหม่ๆที่มีแต่คนเห็นว่าเป็นเรื่องประหลาด น่าหัวเราะเยาะ กระทั่งอาจถูกมองว่าบ้า ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย ถ้านั่นเป็นความเชื่อของเรา เป็นความฝันของเรา เป็นจุดหมายที่เราต้องการพิสูจน์และทำมันให้สำเร็จล่ะก็ ทุ่มเททำมันไปเถอะ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง เพราะอย่างน้อยที่สุด เราก็ได้เรียนรู้ที่จะกล้าคิดและทำ
Let’s MaD, people!

























